ส่งออกเกษตรไทย ติดลบ 4 ไตรมาส! "ข้าว-มัน-ยาง" เจอแรงกดดันหนัก
ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย Q2/69 หดตัว 3.4% ติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 จากแรงกดดันทั้งจีน สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 2/2569 หดตัวเป็นไตรมาสที่ 4 ภาคส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังเผชิญภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2/2569 หดตัว 3.4% นับเป็นการติดลบติดต่อกัน 4 ไตรมาส จากแรงกดดันของตลาดส่งออกสำคัญอย่างจีนและสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% หดตัว 0.7% จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง
โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีนอย่างยางพารา ส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 11% หดตัว 3.6% ส่วนหนึ่งจากสต๊อกของคู่ค้าในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง จากการเร่งนำเข้าตั้งแต่ในช่วง ครึ่งปีแรก 2568 โดยเฉพาะข้าว
ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4% หดตัวสูงถึง 32.6% จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกข้าว และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปไปตะวันออกกลางลดลง
หมวดสินค้าเกษตรทรงตัวที่ ลบ 0.01% (สัดส่วนราว 53% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร)
●ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง (12.9%) ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในจีน
●ข้าว (-17.1%) จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงหลังอินเดียกลับมาส่งออกตั้งแต่ปลายปี 2567 และผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
●มันสำปะหลัง (-36.1%) จากปัญหาโรคใบด่างที่ระบาดในภาคอีสานซึ่งเป็นที่ตั้งหลักของโรงงานมันเส้น และแป้งมัน ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบส่งออก
ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรพลิกหดตัวที่ ลบ 7.9% (สัดส่วนราว 47%)
●อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (2.9%) จากการเร่งนำเข้าทูน่ากระป๋องของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น
●อาหารสัตว์เลี้ยง (10.3%) จากความต้องการนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น
●น้ำตาลทราย (-17.0%) จากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลงจากฐานสูง
สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกระทบสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรอะไรบ้าง?
ในไตรมาส 2/2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยไปตะวันออกกลางมีภาพรวมที่หดตัวในหลายรายการสำคัญ อาทิ
●อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่าการส่งออกหดตัว 7.7% โดยเฉพาะทูน่ากระป๋องหดตัว 6.0% เนื่องจากคำสั่งซื้อชะลอตัวลงจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
●ข้าว มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงถึง 72.6% โดยเฉพาะตลาดอิรักที่ ครึ่งปีแรก 2569 ลดลงถึง 84% จากปัญหาติดขัดด้านการขนส่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางรายการที่ส่งออกได้ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งทางเรือไปใช้เส้นทางอื่นที่ไม่ผ่านช่องแคบที่ได้รับผลกระทบ
สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ
1) ”ข้าว”ถูกกดดันจากการแข่งขัน
มูลค่าการส่งออกข้าวใน ไตรมาส 2/2569 หดตัว 17.1% เป็น 957 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการส่งออกข้าวโดยรวมที่หดตัว 18.5% ขณะที่ราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.8% โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นข้าวส่งออกหลักของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอยู่ที่ราว 446 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.7% จากราคาข้าวสารในประเทศที่ปรับตัวขึ้นจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก เช่นเดียวกับราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.1% เป็น 1,215 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
2) “ยางพารา” หดตัวจากอุปสงค์ที่ลดลง
มูลค่าการส่งออกยางพารา ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 4.9% โดยแบ่งเป็น ยางแผ่นและยางแท่งหดตัว 5.5% แม้ว่าราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 3.3% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพื่อทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว 8.6% จากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง 17.7% โดยได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตรถยนต์ของจีนในไตรมาส 2/2569 ลดลง 1.4% ประกอบกับจีนยกเว้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศในแอฟริกา (ยกเว้นเอสวาตินี) เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 ทำให้จีนหันไปนำเข้ายางแผ่นและยางแท่งจากโกตดิวัวร์มากขึ้น
ส่วนน้ำยางข้นหดตัว 2.6% แม้ว่าได้รับแรงหนุนจากราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 16.5% แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว 16.4% จากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง 51.6% เนื่องจากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าถุงมือยางจีนสูงถึง 100% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ทำให้ความต้องการนำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางจีนส่งออกไป สหรัฐฯ ลดลง
3) “มันสำปะหลัง” หดตัวจากผลผลิตลด
มูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 71.6% ในแง่ปริมาณหดตัว 82.5% เพราะผลผลิตหัวมันสดขาดแคลน จากปัญหาโรคใบด่างที่ยังระบาดในหลายพื้นที่ ประกอบกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้การนำเข้าวัตถุดิบหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาลดลงมาก จากปัจจัยผลผลิตที่ตึงตัวข้างต้น จึงกระทบต่อการส่งออก และทำให้ราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 28.4% เป็น 238 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
4) “ผลไม้” ยังขยายตัวในไตรมาส 2/2569 จากความต้องการในตลาดจีนที่เพิ่มขึ้น
มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งในไตรมาส 2/2569 ยังขยายตัว 12.9% เป็น 3,775 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอุปสงค์ตลาดจีนยังเป็นแรงหนุนสำคัญขยายตัว 16.6% โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทย ขยายตัว 28.8% ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำ เพราะในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ได้รับผลกระทบจากทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของจีน ประกอบกับความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาส่งออกเฉลี่ยทุเรียนสดของไทยไปจีน ในไตรมาส 2/2569 ปรับลดลง 2.5% เนื่องจากไทยยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่สูงกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
5) “ผลิตภัณฑ์ไก่” หดตัวในไตรมาส 2/2569 จากการส่งออกไปจีนหดตัว
ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ในไตรมาส 2/2569 หดตัว 2.1% เป็น 1,118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น
มูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง (32% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) หดตัว 19.6% เป็น 298 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะจากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง 59.3% เนื่องจากจีนระงับการนำเข้าจากโรงงานไก่ไทย 22 แห่ง ตั้งแต่ ส.ค. 2568 รวมถึงจีนเพิ่มการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ภายในประเทศ และลดการนำเข้า
มูลค่าการส่งออกไก่แปรรูป (68% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) ขยายตัว 6.3% เป็น 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นยังขยายตัว 6.1% คิดเป็น 373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามความนิยมบริโภคอาหารพร้อมทาน เช่นเดียวกับตลาดสหภาพยุโรปยังขยายตัว 5.2% เป็น 331 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารในสหภาพยุโรป รวมทั้งการระบาดของโรคไข้หวัดนกในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น
ในระยะข้างหน้าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลผลิตสินค้าเกษตรตึงตัว และการแข่งขันกับคู่แข่งที่เข้มข้น โดยภาวะเอลนีโญและราคาปุ๋ยเคมีแพงอาจกดดันผลผลิต ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเพิ่มต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ส่วนมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯ อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึงกฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรป อาจทำให้ผู้ส่งออกไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB